หน้าแรก Member Web Board Shoping card Contact Us About Usวิธีการชำระเงิน

            
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
นายกรัฐมนตรี ของ ประเทศไทย
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29
สุพรรณอินชัวร์ ข่าวออนไลน์
ทุกข์ชาวบ้าน
ศูนย์ข่าวสระบุรี
ศูนย์ข่าวอุทัยธานี
อู่ทอง ..อู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ
ศูนย์พระครื่องหายาก
ศูนย์ข่าวสุพรรณบุรี
ข่าวทำเนียบรัฐบาล
กลุ่มเพื่อนสื่อสุพรรณบุรี
แนะนำสถานที่พักสบายๆ
พลังชน ภาคใต้
บทความ บทวิเคราะห์
ศูนย์ข่าวสมุทรสาคร
มุมสาระ
ข่าว ม.นเรศวร
รุ้ทันประกันภัย
ศูนย์ข่าวเชียงราย
Web online `ติดอันดับ
Thaiwebwizard.com
dailyworldtoday
thaicyberupload
thai e-news
cannot.info
กระทรวงมหาดไทย
ว่าที่ร้อยตรี สุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี
สโมสร ฟุตบอลไทย
นายวราวุธ ศิลปอาชา ปธ.Suphanburi FC
suphanblood.com
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
นายแพทย์ชัชรินทร์ ปิ่นสุวรรณ ผอ.รพ.เจ้าพระยายมราช
อบจ.สุพรรณบุรี
บุญชู จันทร์สุวรรณ นายกฯ อบจ.สุพรรณบุรี
เครือข่ายพันธมิตรสื่อฯ
บางกอกทูเดย์ออนไลน์
ผู้จัดการออนไลน์
ครอบครัวข่าว 3
สุพรรณบุรีนิวส์2
เดลินิวส์ออนไลน์
ข่าวสดออนไลน์
ไทยรัฐออนไลน์
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยว เมืองสุพรรณ
พระธาตุดอยตุง
จอง โรงแรมใน เชียงราย
บ้านปูนปั้น รีสอร์ท นครนายก
สื่อ-ต่างประเทศ
CNN
theguardian
reuters
france24
Aljazeera news
BBC news
หนังสือพิมพ์ออนไลน์
prachatai
ประชาชาติออนไลน์
webbord ที่น่าสนใจ
internetfreedom
ราชดำเนินบอร์ด
pantip.com/cafe
แหล่งเรียนรู้
เบอร์โทร ขรก.สุพรรณ
ปฏิทิน 100 ปี
สุพรรณอินชัวร์ .. สาระดี
ตรีปั้นจั่น โมบาย หนึ่งเดียวในไทย ก้าวไกลสู่อาเซี่ยน
พิซซ่าไทย สุพรรณบุรี
นสพ.ชนบทนิวส์
ราชบุรีนิวส์
กาญจนบุรีนิวส์
U-thong news
สมุทรสาครนิวส์
ป.ประมงซีฟู๊ด
ศรุดาทัวร์ โดย นางสาวศรุดา ก้อนทองคำ
พล.ต.ต.ชัชชรินทร์ สว่างวงศ์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี
คอมพิวเตอร์เวสเทิร์น กาญจนบุรี
ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
สถาบันกวดวิชา P.k. Cadet
สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.สุพรรณบุรี
lovegreenresort สวนผึ้ง ราชบุรี
เปิดแล้ว กินรีอพาร์ทเม้นท์ ห้องเช่าพร้อมอยู่
นสพ.พลังชนออนไลน์
บีทีเคนิวส์ออนไลน์ โดย สุประวีณ์ บุญธิคำ บรรณาธิการ
สุพรรณบุรีนิวส์ ข่าวออนไลน์ โดย .. กลุ่มเพื่อนสื่อสุพรรณบุรี
นสพ.ข่าวมวลชน ออนไลน์ โดย สมชัย ศรีสวัสดิ์ บรรณาธิการ
ที่นี่ .. บางปลาม้า

พระชุดเบญจภาคึ

สุดยอดพระเครื่อง แห่งวงการพระของเมืองไทย
ที่เป็นที่นิยมมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี และครองความนิยมของเหล่านักเลงพระ

คงไม่เกินพระชุด เบญจภาคี อันประกอบด้วยพระ 5 องค์ สุดยอดพระเครื่องของเมืองไทยที่เป็นที่นิยมมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี และครองความนิยมและสุดยอดปรารถนา ของเหล่านักเลงพระ คงไม่เกินพระชุดเบญจภาคี อันประกอบด้วยพระ 5 องค์ ซึ่งเป็นสุดยอดพระของแต่ละยุคสมัย และเป็นสุดยอดของพุทธคุณ ผู้ใดได้ครอบครองเป็นเจ้าของก็เชื่อได้ว่า คนผู้นั้นเปี่ยมด้วยวาสนา บารมี ด้วยราคาเช่าหานั้นมีมูลค่าสูงมากถือเป็นอันดับหนึ่งใครมีไว้มักจะหวงแหนมาก จะขอชมยากกลัวถูกโจรกรรม จึงมักไม่ให้ใครชม

พระชุดเบญจภาคี ประกอบด้วย
1. พระสมเด็จ วัดระฆัง ที่สร้างโดย ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต)พฺรหฺมรังษี เป็นตัวแทนยุค รัตนโกสินทร์
2. พระซุ้ม ก. หรือ กำแพงเม็ดขนุน ทุกกรุในจังหวัดกำแพงเพชรเป็นตัวแทนยุค สุโขทัย
3. พระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัด พิษณุโลก เป็นตัวแทนยุค อยุธยา-พระพิษณุโลกสองแคว
4. พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตัวแทนยุค อู่ทอง-สุพรรณภูมิ
5. พระรอด กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน เป็นตัวแทนยุค ลพบุรี

จะเห็นได้ว่าพระเครื่องชุดเบญจภาคีนั้น งามหมดจดด้วยพุทธศิลป์ เปี่ยมด้วยพุทธบารมีเป็นที่น่าเกรงขาม ถ้าได้มาห้อยคอผู้ใดแม้เพียงองค์เดียว ก็เหมือนหมุนให้ผู้นั้น มีรัศมีเรืองรองจับขึ้นมาทันที ถ้าเราจะอาราธนามาเข้าชุดในสร้อยเส้นเดียวกัน 1. สมเด็จวัดระฆัง อยู่ตรงกลาง 2. พระนางพญา อยู่ล่างซ้าย 3. พระซุ้ม ก. อยู่ล่างขวา 4. พระผงสุพรรณ อยู่บนซ้าย 5.พระรอด อยู่บนขวา ดูจะสมดุลได้สัดส่วนเหมาะสมเป็นที่สุด

คราวนี้เรามากล่าวถึงพระเบญจภาคีทีละองค์ พอได้รู้จักเอาไว้และจะคุยให้ละเอียดในโอกาสต่อไป

พระสมเด็จวัดระฆัง สร้างโดยท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม เป็นพระทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างประมาณ 2.2-2.4 ซ.ม. สูงประมาณ 3.5 ซ.ม. หนาประมาณ 0.3 - 0.4 ซ.ม. เนื้อปูนปั้น สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2410 สันนิฐานว่าแม่พิมพ์สร้าง โดยลูกศิษย์ที่อยู่ในงานช่างสิบหมู่ซึ่งเป็นช่างหลวง และเชื่อว่า มีหลายท่านที่แกะพิมพ์ถวายแต่ที่ปัจจุบันนิยมจะเน้นเฉพาะพิมพ์ทรงของ หลวงวิจาร เจียรนัย ราคาเช่าหาองค์หนึ่ง ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านส่วนของช่างท่านอื่นจะเล่นหาเฉพาะ กลุ่มโดยต้องดูเนื้อประกอบราคาเช่า หาตามความพอใจ

โดยพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นพระที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ท่านสร้างเองมีไว้เพื่อแจกญาติโยมที่สนิท ที่ทำบุญตักบาตรตอนเช้า หรือญาติโยมที่แวะหาถูกอัธยาศัยกัน ไม่ได้ซื้อขายกัน ใครอยากได้ไว้บูชา ก็อาราธนาขอเอาไม่หวง พิมพ์พระเป็นรูปสี่เหลี่ยมชิ้น ฟักมีซุ้มผ่าหวายทรงครอบแก้ว ภายในเป็นรูป นูนต่ำ พระปางสมาธิ เกศเรียวยาวประทับบนฐาน 3 ชั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดในองค์พระทำให้ดูมีเสน่ห์ ศิลปะ เรียบง่ายแต่เหมือนมีมนต์ขลัง

เนื้อพระเท่าที่สังเกตเป็นเนื้อปูนปั้นก็จริง แต่คาดว่าท่านทำครั้งละไม่มาก คือทำไปแจกไปทำให้รายละ เอียดไม่เหมือนกัน คือสูตรผสมไม่ตายตัวมีก็ใส่ขาดบ้างไม่เป็นไร ไม่สู้เคร่งครัดแถมนู้นนิด นี่หน่อย ตามอัธยาศัยท่าน และท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ท่านยังปลุกเสกอธิฐานจิตด้วยคาถา "ชินบัญชร" อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้จากกรุพระโบราณ เมืองกำแพงเพชรที่สืบทอดจากลังกา โดยการอาราธนาคุณแห่งพระพุทธจารย์ในโบราณกาลทุกพระองค์ อีกทั้งอันเชิญ พระอรหันต์สาวก ผู้เป็นเอตะทักคะทรงคุณอันวิเศษ มาสถิตอยู่ในพระสมเด็จฯ ที่เจ้าพระคุณปลุกเสกอธิฐานจิตเพื่อคุ้มครองอภิบาล ผู้อาราธนาพระสมเด็จพกติดตัวตังที่ เชื่อกันว่า พระสมเด็จ วัดระฆัง มีพุทธคุณครอบจักรวาล เน้นบุญฤทธิ์ หนุนดวงชะตา เมตตามหานิยม แคล้วคลาดใครมีบารมีได้ไว้จะรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ


พระนางพญา
สันนิฐานว่าสร้างโดย สมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี องค์เอกอัครมเหสีแห่งสมเด็จพระมหา ธรรมราชา ซึ่งเป็นพระราชมารดา ของสมเด็จพระนเรศวร ประมาณ พ.ศ. 2100 เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เมือง พระพิษณุโลกสองแคว บรรจุกรุที่วัดนางพญา และกรุแตกครั้งแรกเมื่อปี 2442 ในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 โดยประมาณว่าพระในกรุมีประมาณ 84,000 องค์ ได้แบ่งฝากกรุในกรุงเทพฯ และต่างวัดอื่นๆ อีกมาก และยังพบปะปลายในกรุอื่นๆในจังหวัดพิษณุโลก ราคาเช่าหาไม่ใช่ถูก อย่างน้อยก็หลักแสนกลางๆ พอหาได้

สำหรับเนื้อพระนั้น เป็นพระเนื้อดินละเอียด ผสมว่านละเอียดหนึกนุ่ม ผสมแร่เล็กๆ ขาวใส สีน้ำตาลอ่อน, สีดำ,สีชมพู และแร่ว่านดอกมะขามแล้วนำไปเผา พิมพ์ทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วฐานแคบ ขนาดปลายนิ้วหัวแม่มือ องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัยลอยองค์ ไม่มีฐานรองรับ แลดูเรียบๆ แต่เข้มขลัง

พุทธคุณ เน้นทางอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้า คงกระพันชาตรี มิหวั่นเกรงคมศาสตราวุธ แคล้วคลาด ชนะศัตรู มีบารมีผู้คนเกรงใจ


พระซุ้ม ก.
ผู้สร้างไม่ปรากฏแต่สันนิฐานว่า พระมหาธรรมราชาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงสุโขทัย สร้างเมื่อครั้งครองเมืองกำแพงเพชร ประมาณ พ.ศ. 1900 พบพระซุ้ม ก. จำนวนมากเกลื่อนทุ่งเศรษฐี เนื่องจากในเขตทุ่งเศรษฐีพบทุกกรุ แต่ไม่ได้อยู่เป็นกรุกลับแตกกระจายเกลื่อน สันนิฐานว่าเดิมน่าจะอยู่ในกรุ แต่ถูกชาวบ้านรื้อค้นหาพระ หรือสมบัติมีค่า เห็นพระเนื้อดินไม่สนใจ เพราะมีจำนวนมากและพระสกุลกำแพงเพชรที่เป็นเนื้อดินมีเป็น ร้อยๆ พิมพ์ นิยมทุกพิมพ์ แต่ที่นิยมที่สุดแพงที่สุด ก็คือ พระกำแพงซุ้ม ก.เป็นพระเนื้อดิน ละเอียดหนึกนุ่มผสมว่าน ปรากฏเม็ดและเอียดและแร่ว่านดอกมะขาม

เนื้อพระเป็นสีเม็ดมะขาม เป็นส่วนมาก เป็นพระเนื้อดินดิบ หรือดินเผาแบบกองฟอนสุมพอดินสุก พิมพ์ทรงคล้ายอักษร ก ไก่ ภายในเป็นพระพุทธรูปนูนต่ำปางสมาธิเกศตุ้มคล้ายศิลปะสุโขทัยหมวดตะกวน มีเส้นรัศมีรอบพระเศียร ประทับบนฐานบัวเล็บช้าง ผนังข้างซ้ายขวาเป็นซุ้มกนกเถาวัลย์ แลดูเด่นสง่าหนักแน่น อลังการ

พุทธคุณ เน้นทางโภคทรัพย์ เป็นมหาอำนาจวาสนาบารมี เป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวงไม่มีวันจน


พระผงสุพรรณ ผู้สร้าง สันนิฐานว่าเป็นกษัตริย์ในราชวงค์ สุพรรณภูมิ น่าจะเป็นสมเด็จ พระบรมราชาธิราช ที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2091 ในจารึกแผ่นทองที่พบที่เจดีย์ใหญ่วัดพระ ศรีรัตนมหาธาตุ ระบุว่าได้มีพระบรมราชโองการสั่งให้พระฤาษีพิมพิลาไลย์ เป็นประธานในการสร้าง ต่อมาในปี 2456 ในสมัย รัชกาลที่ 6 มีคนลอบขุดกรุนี้ได้สมบัติไปไม่น้อยรวมถึง จารึกแผ่นทองอีกจำนวนมาก

พระสุนทรบุรี (อี้ กรรณสูต) เจ้าเมืองสุพรรณบุรีขณะนั้นได้สั่งให้เปิดกรุอย่างเป็นทาง
การ และนำพระพิมพ์และจารึกแผ่นทองที่เหลือจำนานหนึ่งทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระผงสุพรรณเป็นพระเนื้อดินละเอียดผสมว่าน108 เนื้อหนึกนุ่มมีคราบน้ำว่านและรารัก พิมพ์ทรงเป็นศิลป์อู่ทอง องค์พระปางมารวิชัยประทับบนฐานเขียง พระก้มเล็กน้อยพระอุระนูนเด่น แลดูเหมือนการบำเพ็ญสมาธิ เคร่งขรึม
พุทธคุณ เน้นด้านเมตตาบารมี การเป็นผู้นำน่าเกรงขาม การมีโชค ความมีเสน่ห์
ขจัดทุกข์ความสงบหนักแน่น



พระรอด ผู้สร้างเป็นพระราชธิดากษัตริย์แห่ง ?ลวปุระ?อาณาจักรลพบุรีที่ถูกอัญเชิญไป สร้างเมืองลำพูน คือพระนางจามเทวี ประมาณ พ.ศ. 1200 โดยพระนางได้มอบให้ฤาษีนารอดเป็นประธานในการสร้าง พระรอด กรุวัดมหาวัน พบที่กรุนี้กรุเดียวจำนวนไม่มาก สันนิฐานว่าน่าจะสร้างแล้วแจกทหารติดตัวไปรบ เสร็จศึกกลับมาจึงนำมาลงกรุ

เนื้อพระเป็นเนื้อดินสะอาดปราศจากเม็ดกรวดมีเหล็กไหลเป็นส่วนผสมเนื้อหนึกแกร่ง พิมพ์ทรงขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย เป็นรูปพระปางมารวิชัยประทับบัลลังก์ทรงสูง พื้นหลังเป็นโพธิ์ลายตื้นๆ ลายละเอียดอ่อนช้อยมาก มองดูแล้วสง่างาม ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์

พุทธคุณ เน้นเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน อุดมด้วยโภคทรัพย์ ร่ำรวยทรัพย์ แคล้วคลาด


 

พระสมเด็จฯ วัดระฆังโฆษิตาราม

พระสมเด็จฯ วัดระฆังโฆษิตาราม

พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เป็นพระเครื่องที่มีผู้นิยมสูงสุดในประเทศไทย และนักนิยมสะสมพระเครื่องทั่วประเทศต่างยกย่องให้เป็นจักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง จึงทำให้นักนิยมพระเครื่องทั้งเก่าและใหม่ต่างอยากได้ พระสมเด็จวัดระฆังฯ มาไว้ครอบครองบูชากันทุกท่าน
     

ประวัติวัดระฆังโฆษิตารามโดยย่อ

วัดระฆังโฆษิตารามเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่บนถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดบางหว้าใหญ่” มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี โดย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีพระราชวังไม่ไกลจากวัดบางหว้าใหญ่ ทรงปฏิสังขรณ์และยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง อีกทั้งได้อาราธนา พระอาจารย์ศรี ให้มาครองวัดนี้และทรงสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเจ้านายในวังหลัง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) ก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่

ได้มีการขุดพบระฆังลูกหนึ่งซึ่งมีเสียงดังไพเราะจึงได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆษิตาราม” ต่อมาถึงรัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดราชกัณฑิยาราม” ซึ่งผู้คนไม่นิยมเรียก (คงจะเรียกยากและจำยาก) จึงยังคงเรียกกันว่า “วัดระฆังโฆษิตาราม” มาจนทุกวันนี้ วัดระฆังฯ มีพระราชาคณะที่สร้างพระเครื่องเป็นที่นิยมถึง 3 องค์ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) หรือ “สมเด็จปิลันทน์” และ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) ในบทความนี้จะเสนอเรื่อง พระพิมพ์ พระสมเด็จฯ สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 ของวัดระฆังโฆษิตาราม อันเป็นพระเครื่องยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย
     

ประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2331 เวลาย่ำรุ่ง ที่ตำบลไก่จ้น อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มารดาชื่อเกศ บิดาไม่ปรากฎนาม ว่ากันว่ามารดาท่านเป็นชาวบ้านตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ บิดาท่านอาจจะเป็นชาวเมืองกำแพงเพชรก็ได้ เพราะมีบันทึกเขียนว่า “ปีระกา จุลศักราช 1211 (พ.ศ.2391) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง กรุงเทพฯ ขึ้นมา เยี่ยมญาติ ณ เมืองกำแพงเพชร” ซึ่งแสดงว่าท่านมีญาติเป็นชาวเมืองกำแพงเพชร สมเด็จฯ ท่านเกิดในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านมีอายุยืนยาวถึง 5 รัชกาล เมื่อครั้งมีการปั้นพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 (ปัจจุบันอยู่ที่ปราสาทพระเทพบิดร) ผู้ปั้นต้องอาศัยผู้ที่เกิดทันและเคยเห็นรัชกาลที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นมีเหลือเพียงไม่กี่คน บอกพระลักษณะพระองค์ หนึ่งในนั้นก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ขอประมวลประวัติของท่านโดยย่อในที่นี้ ดังนี้

- เกิด 17 เมษายน พ.ศ.2331
- บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.2342 อายุ 12 ที่ วัดสังเวชวิศยาราม มี พระบวรวิริยเถร (อยู่) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชแล้วข้ามไปศึกษาในสำนัก พระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆังฯ โดย ท่านเจ้าคุณอรัญญิก วัดอินทรวิหาร เป็นผู้นำไปฝากตัว พ.ศ.2350 อุปสมบที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรัชกาลที่ 1 ทรงเป็นนาคหลวง สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์
- พ.ศ.2395 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระธรรมกิติ”
- พ.ศ.2397 โปรดฯ ให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระเทพกวี”
- พ.ศ.2407 โปรดสถาปนาเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย์”
- วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2415 มรณภาพ ชนมายุ 85 ปี

ผู้เรียบเรียงขอให้สังเกตบางประการ ซึ่งผู้คนอาจมองข้ามไปคือ

1. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ “พระธรรมกิติ” เป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2395 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ในระหว่างรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 (หลังจากสมเด็จฯ บรรพชา พ.ศ.2350 - พ.ศ.2394) ซึ่งเป็นเวลายาวนานร่วม 44 ปี ท่านมิได้มีสมณศักดิ์ใดๆ คงเป็น “ขรัวโต” ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นนิยมเรียกกัน ดังนั้นข้อที่ว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จฯ ท่านหลีกเลี่ยงที่จะได้รับสมณศักดิ์ โดยออกธุดงค์แทบทุกปี จึงเป็นเรื่องที่น่ารับฟัง ต่อเมื่อมาถึงรัชกาลที่ ท่านถึงยอมรับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ “พระธรรมกิติ” เป็นสมณศักดิ์แรก ต่อมาเป็น “พระเทพกวี” และ “สมเด็จพุฒาจารย์” ในที่สุด

2. เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตารามองค์ก่อนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็คือ สมเด็จพระพน (ฤกษ์) ท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ของวัดระฆังฯ มาตั้งแต่ พ.ศ.2373 จนถึงมรณภาพในปลายรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2390 - พ.ศ.2393) จากนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ องค์ต่อมา ซึ่งคงจะอยู่ในช่วงรอยต่อรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 ดังนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ องค์ที่เมื่อท่านอายุร่วม 65 ปี แล้ว และครองวัดระฆังฯ ได้ประมาณ 20 ปี จึงมรณภาพในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2415
     

การสร้างพระสมเด็จฯ

ตามประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ในตอนก่อน จะเห็นได้ว่าท่านเป็นพระที่ไม่ยึดติดในยศศักดิ์และไม่มีภาระในการปกครองวัด ท่านจึงมีเวลาและมีอิสระในการออกธุดงค์เป็นเวลายาวนาน เป็นที่ยอมรับว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณในทางวิปัสสนาธุระ เล่ากันว่าท่านเป็นศิษย์ของ ขรัวตาแสง วัดมณีชลขันธ์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงรับสั่งว่าเป็นผู้มีวิชา “เดินตั้งแต่เมืองลพบุรี ลงมาฉันเพลที่กรุงเทพฯ ได้” แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดในเรื่องนี้ส่วนสาเหตุของการสร้างพระสมเด็จฯ นั้นมี 2 กระแส คือ
กระแสแรก ว่ามีพระภิกษุในเมืองเขมรที่มีความนับถือในตัวท่าน อาราธนาขอให้สร้างพระพิมพ์เพื่อเป็นที่ระลึก เมื่อท่านกลับมาจึงสร้างพระสมเด็จฯ ตามที่ถูกร้องขอ ในเรื่องนี้น่าสงสัย คือ ในประเทศเขมรหรือกัมพูชานั้นไม่มีคติในการสร้างพระพิมพ์เลย เหตุใดพระภิกษุเขมรที่ว่าจึงมีแนวคิดขอให้ท่านสร้างพระเครื่องได้

อีกกระแสหนึ่ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้ธุดงค์ไปจังหวัดกำแพงเพชร ในพ.ศ.2391 ได้พบแผ่นศิลาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างพระเจดีย์บรรจุพระพิมพ์ (พระซุ้มกอ พระเม็ดขนุน ฯลฯ) เมื่อกลับมากรุงเทพฯ (หลังจากนั้นได้กว่า 10 ปี ท่านจึงสร้างพระสมเด็จฯ ขึ้นมาแจกชาวบ้าน ในเรื่องนี้น่ารับฟังกว่าเพราะมีบันทึกหลักฐานดังที่ว่า อนึ่ง ตามคำบอกเล่าของ
เจ้าคุณธรรมถาวร (ช่วง) ลูกศิษย์ของสมเด็จฯ ทราบว่าท่านเริ่มพระพิมพ์ในราว พ.ศ.2409 เมื่อท่านมีอายุ 78 ปี สร้างอยู่ในราว 6 ปี จึงมรณภาพใน พ.ศ.2415
     

แม่พิมพ์พระสมเด็จฯ

พิมพ์มาตรฐานที่วงการพระยอมรับมีอยู่เพียง 5 พิมพ์ คือ
1. พิมพ์ใหญ่ สันนิษฐานว่านำรูปแบบมาจากพระประธานสมัยสุโขทัย
2. พิมพ์เจดีย์ มีลักษณะพุทธศิลปสกุลช่างเชียงแสน
3. พิมพ์เกศบัวตูม พุทธลักษณะคล้ายพระเชียงแสนสิงห์
4. พิมพ์ฐานแซม มีพุทธศิลปแบบพระบูชาสมัยอู่ทอง
5. พิมพ์ปรกโพธิ์ มีสองแบบ คือ แบบพิมพ์ฐานแซมกับพิมพ์เกศบัวตูม

ทุกพิมพ์เป็นพิมพ์พระพุทธประทับนั่งขัดสมาธิ มีฐานสามชั้น ไม่ปรากฏรายละเอียด ของพระพักตร์ นับว่าเป็นศิลป์สมัยใหม่คือ เป็นเพียงลายเส้น พระพิมพ์ก่อนหน้านั้นจะให้รายละเอียดมีพระเนตร พระนาสิก ฯลฯ ถือได้ว่าพระพิมพ์สมเด็จฯ มีพุทธศิลปแบบสมัยใหม่ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อีกทั้งทำด้วยผงวิเศษซึ่งนับว่าเป็นของใหม่ (ก่อนหน้านั้นจะทำด้วยดินหรือชิน)
     

เนื้อพระ

มวลสารของพระสมเด็จฯ ส่วนใหญ่เป็นปูนขาว ผสมผงพระพุทธคุณ คือ ผงมหาราช อิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห ฯลฯ โดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้ทำผงกรรมวิธีแบบโบราณ คือ เขียนบนกระดานชนวน เขียนแล้วลบ รวบรวมผงนำมาสร้างพระ นอกจากนี้ยังมีอิทธิวัตถุอื่น เช่น ใบลานเผา ว่าน อิฐหัก ดอกไม้บูชาพระ ฯลฯ ทั้งหมดนำมาโขลกผสมประสานด้วยน้ำมันตังอิ้ว ทำให้เนื้อพระไม่เปราะหรือแตกหักง่าย
     

จำนวนการสร้างและความนิยม

คงจะเป็นการยากที่จะทราบจำนวนการสร้างของพระสมเด็จฯ เพราะท่านสร้างเป็นครั้งเป็นคราว ตามปริมาณวัสดุที่มี และไม่มีผู้นับจำนวนไว้ แต่ท่านสร้างเป็นเวลาราว 6 ปี คือ พ.ศ.2409 - พ.ศ.2415 เจ้าคุณทิพโกษา (สอน โลหะนันท์) ผู้เกิดทันเห็นท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้บันทึกเรื่องพระสมเด็จฯ และความนิยมของผู้คนไว้เมื่อ พ.ศ.2473 ความว่า “วันเมื่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มาถึงวัดระฆังฯ (ท่านมรณภาพที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม) พระธรรมถาวร (ช่วง) พระราชาคณะที่มีอายุ 88 ปี มีตัวถึงวันเรียงประวัติเรื่องนี้ ได้ตักพระพิมพ์แจกชำร่วยแก่บรรดาผู้มาส่งศพ สักการะศพ เคารพศพนั้น

แจกทั่วกันคนละองค์สององค์ ท่านประมาณราวสามหมื่นองค์ที่แจกไป และต่อๆ มาก็แจกเรื่อย เดี๋ยวนี้จะหาสักครึ่งองค์ก็ไม่มี มีแต่จำเพาะตนๆ” ความข้างต้นให้ข้อมูลว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ มีการสร้างจำนวนเป็นหมื่น ไม่ทราบว่าตัวเลขจะถูกต้องหรือไม่ แต่ก็ต้องเป็นจำนวนมากถึงกล่าวไว้เช่นนั้น และเมื่อมาถึง พ.ศ.2473 (วันบันทึกเรื่อง) พระสมเด็จฯ ก็หายากแล้ว “เดี๋ยวนี้จะหาสักครึ่งองค์ก็ไม่มี” แสดงว่าผู้คนนิยมและแสวงหากันมาก เมื่อมาถึงปัจจุบันแทบจะหาดูยังไม่ได้ พระที่สภาพสมบูรณ์มีราคาหลายล้านบาท ถือว่าเป็นพระเครื่องที่มีราคาสูงที่สุดของวงการ ท่านผู้มีฐานะดีระดับเศรษฐีเท่านั้นถึงจะมีไว้ครอบครองได้
     

ข้อสังเกตและลักษณะในการศึกษาและเรียนรู้การดูพระสมเด็จเบื้องต้น

1. การสังเกตและจดจำ พิมพ์-ทรง-ความคม-ลึก ของพระสมเด็จในแต่ละพิมพ์ เช่น การจดจำพุทธลักษณะของพระเกศ พระพักตร์ การวางวงแขน การประทับนั่ง ซ้อนขา ฐานขององค์พระ เส้นซุ้มบนขอบกระจก เพราะพระในแต่ละพิมพ์จะมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันไป ขนาดขององค์พระที่เป็นองค์จริง (พระแท้) ของพระในแต่ละพิมพ์ ซึ่งพระในพิมพ์เดียวกันมักมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยเรื่องของความหนา-บางของพระ หรือความสูง-ความกว้างขององค์พระ คิดว่าคงเกิดจากการใช้เนื้อวัสดุในการสร้างพระ และการตัดขอบพระมากน้อยไม่เท่ากันทุกองค์
2. การสังเกตและดูด้านหลังองค์พระ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระสมเด็จวัดระฆังในแต่ละพิมพ์ การดูลักษณะการทำงานด้านหลังขององค์พระ และพระใน แต่ละพิมพ์ก็จะมองเห็นการทำงานไว้หลายลักษณะ เข้าใจว่าเกิดจากการใช้วัตถุช่วยในการกดเนื้อพระลงบนพิมพ์พระ จึงทำให้เห็นลักษณะด้านหลังองค์พระเป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ต่างๆ

3. การสังเกตดูรอยการตัดขอบ ขององค์พระทั้ง 4 ด้านของพระในแต่ละพิมพ์ (สังเกตจากภาพ)
4. สังเกตดูลักษณะพื้นผิวขขององค์พระ เช่นการส่องดูลักษณะความแห้งแล้งของพื้นผิวพระและเนื้อพระ รอยปิ รอยแยกบนพื้นผิวขององค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การยุบและการหดตัวขององค์พระ ซึ่งเกิดจากความแห้งแล้งของเนื้อพระ ที่ผ่านกาลเวลามานานนับร้อยปีโดยเป็นธรรมชาติ
5. สังเกตดูเนื้อหามวลสาร ที่เป็นส่วนผสมขององค์พระ อาจจะสังเกตได้จาก พื้นผิวด้านหน้า-ด้านหลัง-ขอบข้างขององค์พระ (ในองค์พระที่ผ่านการใช้มามากและเสียผิวก็จะสามารถมองเห็นมวลสารได้มากกว่าองค์พระที่มีสภาพสมบูรณ์ไม่ผ่านการใช้)สิ่งที่กล่าวถึงมานี้คงต้องใช้ประสบการณ์ในการศึกษาและการเรียนรู้จากการได้ดูองค์พระจริงๆ (พระแท้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของวงการพระ) เป็นเวลานานพอสมควรจึงจะค่อยๆ พัฒนาให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น หลักการที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแนวทางในการศึกษาและเรียนรู้เบื้องต้นเท่านั้น
พิมพ์ใหญ่
พิมพ์เจดีย์
พิมพ์เกศบัวตูม
พระซุ้มกอ กำแพงเพชร

 

พระซุ้มกอ กำแพงเพชร

พระซุ้มกอ เมืองกำแพงเพชร เป็นพระเครื่องสมัยสุโขทัย ที่คนโบราณกล่าวไว้ว่า “มีมหาชนเป็นอันมากนิยมนับถือลือชามาช้านานว่ามีคุณานิสงส์แก่ผู้สักการะบูชาในปัจจุบัน หรือมีอานุภาพทำให้สำเร็จผลความปรารถนาแห่งผู้สักการะบูชาด้วยอเนกประการ”
     

เปิดกรุ

พระซุ้มกอเป็นพระกรุเนื้อดินที่ขึ้นมานาน เป็นที่รู้จักมากกว่าร้อยปีแล้ว คนโบราณเรียกว่า “พระทุ่งเศรษฐี” ซึ่งเป็นการเรียกชื่อตามตำบลที่พบพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชรในปี พ.ศ.2392 ท่านได้อ่านศิลาจารึกโบราณว่ามีพระเจดีย์เก่าแก่ 3 องค์ ในบริเวณนั้น เมื่อพบพระเจดีย์และได้รื้อลงก็พบพระพิมพ์กับลานเงินจารึกอักษรขอม เป็นตำนานสร้างพระพิมพ์และวิธีบูชา ต่อมาชาวกะเหรี่ยงชื่อ “พะโป๊” ได้ซ่อมพระเจดีย์เก่า 3 องค์ที่ชำรุด สร้างขึ้นใหม่รวมเป็นองค์เดียว มีรูปทรงแบบพระเจดีย์ทรงพม่าหรือกะเหรี่ยงซึ่งยังคงปรากฏอยู่ทุกวันนี้
ในกรุพบพระพิมพ์หลายชนิด เช่น กำแพงเม็ดขนุน ซุ้มกอ เม็ดมะลื่น นางกำแพง พลูจีบ กำแพงขาว ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่พระกำแพงซุ้มกอเป็นที่นิยมสูงสุด จัดอยู่ในพระชุดเบญจภาคี อันมี พระสมเด็จฯ พระรอด พระนางพญา พระซุ้มกอ และพระผงสุพรรณพระซุ้มกอเป็นพระที่พบบริเวณตำบลทุ่งเศรษฐี (นครชุม) บรรจุในพระเจดีย์หลายแห่ง เช่น วัดพระบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤาษี วัดกัลปพฤกษ์ ฯลฯ คงเป็นการยากที่จะบอกให้แน่ชัดได้ว่าพระองค์นี้พบที่กรุใด ส่วนใหญ่เป็นการเดาหรือคิดเอาเองมากกว่า นักเล่นพระจะนิยมระบุว่าเป็น “กรุวัดพระบรมธาตุ” หรือ “กรุวัดพิกุล” เพราะจะทำให้มีค่านิยมสูงกว่าพระที่มาจากกรุหรือวัดอื่น
     

พุทธลักษณะ

โดยรวมพระซุ้มกอมีพุทธลักษณะดังนี้
ด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธแบบ “วัดตะกวน” สมัยสุโขทัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัว มีประภามณฑลรอบพระเศียร มีรูปเป็นตัว “ก” ไก่ (เป็นที่มาของชื่อ “พระซุ้มกอ”) พระอุระล่ำ เห็นเส้นสังฆาติชัด พระพักตร์องค์ที่ติดชัดจะเห็นพระเนตร พระโอษฐ์และพระนาสิก แต่ส่วนใหญ่จะเห็นไม่ชัดนัก เห็นราง ๆ เป็นบางส่วน รอบองค์พระมีเส้นรัศมีโดยรอบ บางพิมพ์มีลายกนกด้านข้าง
ด้านหลัง ด้านหลังเรียบ แบน ไม่มีลวดลายอะไร บางองค์มีรอยกาบหมากเป็นเส้น ๆ ขอบมักเป็นเส้นตอกตัด
เนื้อ เป็นเนื้อดินละเอียด แบบพระทุ่งเศรษฐี บางองค์เห็นว่านดอกมะขามประปราย พระบางองค์เนื้อจัดเพราะผ่านการใช้ ถูกสัมผัสมา บางองค์มีการลงรัก หรือทายางไม้ ทำให้พระมีความซึ้งมากขึ้น สำหรับเนื้อชินก็มี แต่พบน้อยมาก
ขนาด ส่วนสูงประมาณ 2.5 ซม. กว้างประมาณ 1.8 ซม. หนาประมาณ 0.8 ซม. ขนาดความใหญ่เล็กมีความแตกต่างกันบ้าง
การแบ่งพิมพ์ พระซุ้มกอแบ่งออกเป็นหลายพิมพ์ คือ
1.พิมพ์ใหญ่ ไม่มีลายกนก (เนื้อดำ)
2.พิมพ์ใหญ่ มีลายกนก
3.พิมพ์กลาง
4.พิมพ์เล็ก
5.พิมพ์ขนมเปี้ยะ
6.พิมพ์พิเศษ “พิมพ์พัดใบลาน” (มีน้อยมาก)
สี ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลอมแดง สีอ่อนแก่แตกต่างกันบ้าง สีดำก็มี แต่มีพบน้อย
     

พระพุทธคุณ

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม รัตนโกสินทรศก 125 (พ.ศ.2449) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเมืองกำแพงเพชร นายชิด ข้าราชการเก่า ได้ถวายรายงานเรื่องพระพิมพ์เมืองกำแพงเพชร “ข้าพระพุทธเจ้าได้สืบถามผู้เฒ่าผู้แก่ถึงตำนานพระพิมพ์เหล่านี้ อันเป็นที่เชื่อถือกันในแขวงเมืองกำแพงเพชรสืบมาแต่ก่อน ได้ความว่าพระพิมพ์เมืองกำแพงเพชรนี้ มีมหาชนเป็นอันมากนิยมนับถือลือชามาช้านานว่ามีคุณานิสงส์แก่ผู้สักการบูชาในปัจจุบัน หรือมีอานุภาพทำให้สำเร็จผลตามปรารถนาแห่งผู้สักการบูชาด้วยอเนกประการ”(จากจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)
พระพุทธคุณที่ระบุในข้างต้นก็คือ ทำให้บูชาสำเร็จสมความปรารถนา คำว่า “อเนกประการ” คงหมายถึง “หลายประการ” แล้วแต่จะอธิษฐานขอในวัตถุประสงค์ใด
นอกจากนี้ ยังอาจคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย รวมทั้งการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วย ดังที่พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตั้งข้อสังเกต และทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า:“ที่เมืองกำแพงนี้ประหลาดว่าเป็นที่มีไข้เจ็บชุม ถึงถามชาวเมืองนั้นเองก็ไม่มีใครปฏิเสธสักคนหนึ่งว่าไข้ไม่ชุมและไม่ร้าย แต่ได้พบคนแก่ทั้งหญิงทั้งชายมากกว่าที่ไหนหมด กรมการคร่ำ ๆ อายุ 70-80 ก็มีมากหลายคน ราษฎรตามแถวตลาดก็มีคนแก่มาก ถ้าจะหารือพวกกำแพงจริงคงบอกว่าพระพิมพ์ป้องกัน ด้วยว่านับถือกันมาก” อย่างไรก็ดี ผู้นิยมพระเครื่องในปัจจุบันเชื่อกันว่าพระซุ้มกอและพระกรุทุ่งเศรษฐีอื่น ๆ มีพระพุทธคุณเด่นในทางอำนวยโชคลาภ บางท่านถึงกับกล่าวว่า “มีกูแล้วไม่จน” ซึ่งคงมีที่มาจากพระเครื่องนี้มีชื่อว่า “พระทุ่งเศรษฐี” ถือว่าเป็นมงคลนาม
     

บทสรุป

พระซุ้มกอเป็นพระเนื้อดิน สร้างโดยพระมหากษัตริย์สมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่า “พระมหาธรรมราชาลิไท” กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งสุโขทัยเป็นผู้ทรงสร้าง เมื่อกว่า 500 ปีมาแล้ว เป็นหนึ่งในพระชุดเบญจภาคีโดยท่านจัดไว้คู่กับพระผงสุพรรณ พระพุทธคุณเป็นที่เชื่อถือมานาน ทั้งในด้านแคล้วคลาด โชคลาภ และเมตตามหานิยม คงเป็นเพราะพระซุ้มกอเป็นพระที่มีค่านิยมสูง ราคาอยู่ในหลักแสน หลักล้าน คำกล่าวที่ว่า “มีกูแล้วไม่จน” จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความจริงแต่อย่างใด

ชมภาพพระซุ้มกอกำแพงเพชร

พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ กรุวัดนางพญา พิษณุโลกมาให้ชมกัน พระนางพญาพิมพ์นี้ไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนัก คาดว่าน่าจะมีจำนวนพระน้อยกว่าพระพิมพ์อื่นๆ ก็เป็นได้ จึงไม่ค่อยได้พบเห็นพระพิมพ์นี้กันบ่อยนัก และพระพิมพ์นี้ก็เป็นพระที่มีขนาดใกล้เคียงกับพระนางพญาพิมพ์เข่าโค้งและ พิมพ์เข่าตรง

ก่อนอื่นก็จะพูดถึงวัดนางพญาเสียก่อน วัดนางพญานี้เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และวัดราชบูรณะ แต่เดิมวัดนางพญาและวัดราชบูรณะมีอาณาเขตติดต่อกัน แต่พอมีการสร้างสะพานสมเด็จพระนเรศวรและสร้างถนนตัดผ่าน จึงแยกวัดนางพญาและวัดราชบูรณะอยู่กันคนละฝั่งถนน วัดนางพญาจึงเหลืออาณาเขตเล็กๆ เท่านั้น การได้ชื่อว่า “วัดนางพญา”ชื่อของ พระนางพญา น่าจะมาจากสถานที่ที่ค้นพบนั่นเอง วัดนางพญานี้สันนิษฐานว่า ผู้สร้างพระนางพญาคือ พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระ มเหสีของพระมหาธรรมราชา และทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงสร้างพระนางพญาขึ้นในคราวบูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ราวปี พ.ศ. 2090 - 2100 ขณะนั้นพิษณุโลกเป็นเมืองลูกหลวง และพระองค์ดำรงพระอิสริยยศเป็นแม่เมืองสองแคว และพระมหาธรรมราชาทรงพระอิสริยยศที่ พระอุปราช แห่งแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ กรุงศรีอยุธยา

พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ กรุวัดนางพญา
พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ กรุวัดนางพญา

พระนางพญา ได้รับอิทธิพลทางพุทธศิลปะมาจากสกุลช่างสุโขทัยในพระราชสำนักโดยตรง ด้วยเมืองพิษณุโลกและสุโขทัยมีความใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ราชวงศ์พระร่วงเป็น ใหญ่ในดินแดนภาคเหนือ พิมพ์ทรงของพระนางพญา เด่นชัดมากหากเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ในเรื่องสัดส่วน ทรวดทรง ศิลปะ อาจกล่าวได้ว่า การสร้างพระนางพญาเป็นการสืบสานศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ในรูปพระเครื่องที่ ชัดเจนไม่บิดเบือน

ประวัติพระนางพญา พระนางพญา เป็นพระพุทธปฏิมาแบบนูนต่ำในรูปทรงสามเหลี่ยม ประทับนั่งปางมารวิชัย ไม่มีอาสนะหรือฐานรองรับ ทรวดทรงองค์เอวอ่อนหวานละมุนละไมและงามสง่าในที

พระเครื่องนางพญา การแตกกรุของ พระเครื่องนางพญาก็คือเมื่อตอนปี พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก เพื่อทรงทอดพระเนตรการหล่อพระพุทธชินราชจำลอง และทรงได้เสด็จประพาสวัดนางพญาด้วย สันนิษฐานว่าทางวัดนางพญาก็คงพัฒนาปรับปรุงเคหสถานเพื่อเตรียมรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง และสร้างศาลาที่ประทับไว้ จึงได้พบพระเครื่อง กรุพระนางพญา และมีการคัดเลือกพระองค์ที่งดงามขึ้นทูลเกล้าถวาย และถวายราชวงศ์ใหญ่น้อย ตลอดจนแจกจ่ายข้าราชบริพารที่โดยเสด็จ จากการบันทึกคำบอกเล่าจากพระอาจารย์ขวัญ วัดระฆังฯ ว่าท่านได้รับคำบอกเล่าจากข้าราชการรุ่นเก่าผู้หนึ่ง ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง แต่ท่านจำชื่อไม่ได้แล้ว คุณหลวงผู้นั้นได้เล่าให้ท่านฟังว่า ได้พระนางพญามาจากพิษณุโลก 2-3 องค์ในคราวตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงในครั้งนั้นด้วย

พระนางพญา เป็นพระเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ ปรากฏแร่กรวดทรายผสมผสานคลุกเคล้า กดเป็นองค์พระแล้วเสร็จ จึงนำไปเผา พระส่วนใหญ่จะมีเนื้อผสมว่านน้อยหรืออาจจะไม่มี เนื้อพระจึงดูค่อนข้างหยาบ แกร่งและแข็งมาก ที่เป็นเนื้อละเอียดจะผสมว่านมาก ทำให้เนื้อพระหนึกนุ่มสวยงาม ก็มีแต่พบเห็นน้อย ผู้รู้ได้จำแนกพิมพ์ทรงดังนี้
พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก ได้ทั้งหมด 7 พิมพ์ คือ

1. พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่พิมพ์หนึ่ง

2. พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิมพ์เข่าตรง แยกออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์เข่าตรง “ธรรมดา” กับพิมพ์เข่าตรง “มือตกเข่า” แต่ทั้งสองพิมพ์ก็ถือว่าอยู่ในความนิยมเหมือนกันทั้งคู่

3. พระนางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ ถือเป็นพิมพ์ใหญ่

4. พระนางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก ถือเป็นพิมพ์เล็ก

5. พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ ถือเป็นพิมพ์กลาง

6. พระนางพญา พิมพ์อกแฟบ หรือ พิมพ์เทวดา ถือเป็นพิมพ์เล็ก

7. พระนางพญา พิมพ์พิเศษ เช่น พิมพ์เข่าบ่วง หรือ พิมพ์ใหญ่พิเศษ

พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก
พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก

พระนางพญา กรุวัดนางพญาทุกพิมพ์ เป็นพระนั่งปางมารวิชัย กรอบตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีด้วยกัน 3 พิมพ์หลัก ได้แก่

พิมพ์ใหญ่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 พิมพ์ย่อยคือ พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง และพิมพ์อกนูนใหญ่

พิมพ์กลาง ได้แก่ พิมพ์สังฆาฏิ

พิมพ์เล็ก แบ่งออกได้ 2 พิมพ์ย่อยคือ พิมพ์อกแฟบ (เทวดา) และ พิมพ์อกนูนเล็ก

พระเครื่องนางพญา ในด้านความนิยม พระนางพญา กรุวัดนางพญาพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเห็นจะได้แก่ พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง ส่วนพิมพ์ที่นิยมรองลงมาคือ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง

พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง มีขนาดใกล้เคียงกับ พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง และมีพุทธลักษณะใกล้เคียงกันมาก จะมีข้อแตกต่างกันก็เพียง พระบาทและพระเพลาของพิมพ์เข่าตรง จะค่อนข้างตรงไม่เว้าโค้งลงด้านล่างแบบพิมพ์เข่าโค้ง

พุทธลักษณะโดยทั่วไปของพระนางพญา พิมพ์เข่าตรง ตำหนิมีดังนี้
ตำหนิพระนางพญา พิมพ์เข่าตรง

พระเกศ เป็นแบบเกศปลี โคนใหญ่ ปลายเรียว กระจังหน้าจะยุบเล็กน้อย

พระพักตร์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูลบมุมทั้งสี่ด้าน พระส่วนใหญ่จะเรียบร้อยไม่มีหน้าไม่มีตา แต่เฉพาะพระที่ติดพิมพ์ชัดเจนจะปรากฏรายละเอียดของ พระเนตร พระนาสิกและพระโอษฐ์ ถึงจะเป็นตาตุ่ยๆ แต่จะโปนมากกว่า

พระนลาฏ หน้าผากจะบุบเล็กน้อย มองเห็นไรพระศกด้านบนเด่นชัด

ไรพระศก โดยมากจะสังเกตลีลาการทอดไรพระศกกับพระกรรณเป็นสำคัญ ส่วนมากไรพระศกจะเป็นเส้นเล็กมีความคมชัดมาก วาดตามกรอบพระพักตร์ลงมาจรดพระอังสะทั้ง 2 ด้าน

พระกรรณ เป็นเส้นสลวยสวยงามมาก ตอนกลางของพระกรรณทั้งสองจะมีลักษณะอ่อนน้อยๆ เข้าหาพระศอ พระกรรณซ้ายจะยาวจรดพระอังสะ และเชื่อมต่อกับเส้นสังฆาฏิ

พระอังสะ และ พระรากขวัญ จะต่อกันเป็นแนวย้อยแบบท้องกระทะ แสดงไหล่ที่ยกสูงทั้งสองด้าน ระหว่างแนวซอกช่อง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นเสี้ยนเล็กๆ ขนานกันไป รอยดังกล่าวมักปรากฏตามซอกอื่นๆ อีกด้วย

พระอุระ นูนเด่นชัดมาก พระถันเป็นเต้านูนขึ้นมา โดยเฉพาะพระถันขวารับกับขอบจีวรซึ่งรัดจนเต้าพระถันนูนขึ้นมา ส่วนพระถันซ้ายมีเส้นสังฆาฏิห่มทับอยู่

พระอุทร นูนเด่นชัด ปรากฏพระนาภีเป็นรูเล็กเท่าปลายเข็มหมุด เหนือพระนาภีปรากฏกล้ามท้องเป็นลอนรวม 3 ลอน

พระพาหา แขนขวากางมากกว่าแขนซ้าย ปล่อยยาวลงมาจรดพระชงฆ์ พระพาหาซ้ายตรงรับกับส่วนองค์ และจะหักพระกัประแล้วทอดไปตามพระเพลา มีขนาดเล็กเรียวกว่าช่วงบน ทำการโค้งขึ้นงดงามมาก ปลายพระหัตถ์สุดที่บั้นพระองค์

พระเพลา เป็นเส้นตรงแบบสมาธิราบ โดยเฉพาะพระเพลาขวาเป็นเส้นตรงขนานกับรอยตัดกรอบด้านล่าง ทำให้เห็นว่าแข้งซ้อนห่างกันอย่างเด่นชัด

บรรดาพิมพ์ทรงของ พระนางพญา กรุวัดนางพญาทั้ง 7 พิมพ์ มีเพียง พิมพ์เข่าตรง เท่านั้น ที่ปรากฏว่ามีแม่พิมพ์อยู่ถึง 2 แบบ คือ พิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) และพิมพ์เข่าตรง (มือตกเข่า) ซึ่งแม่พิมพ์ทั้ง 2 แบบนี้ มีเอกลักษณ์และรายละเอียดตำหนิของแม่พิมพ์แตกต่างกัน สามารถพิจารณาได้ดังนี้

พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง
พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง

ตำหนิของ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) ที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนดังนี้

พระเกศ คล้ายปลีกล้วย

พระนลาฏ ด้านซ้ายจะบุบมากกว่าด้านขวา และปรากฏกระจังหน้าชัดเจน

พระกรรณ ปลายหูซ้ายจะเชื่อมติดกับเส้นสังฆาฏิ ส่วนปลายหูขวาจะแตกเป็นหางแซงแซว

พระหัตถ์ ปลายพระหัตถ์ซ้ายจะแหลมและแตกเป็นหางแซงแซว ส่วนพระหัตถ์ขวาจะไม่ปรากฏนิ้วมือ


พระนางพญาพิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า

ตำหนิของ พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง (มือตกเข่า) ที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนดังนี้

พระนางพญาพิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า

พระเกศ คล้ายปลีกล้วย

พระนลาฏ ด้านซ้ายจะบุบมากกว่าด้านขวา และปรากฏเส้นกระจังหน้าติดกับพระเกศ ระหว่างเส้นกระจังหน้ากับหน้าผาก มีลายเส้นวิ่งขวางหน้าผาก 6 เส้น

พระกรรณ ปลายหูซ้ายจะเชื่อมติดเป็นเส้นเดียวกับเส้นสังฆาฏิ ส่วนปลายหูขวาจะแตกเป็นหางแซงแซว

เส้นอังสะ วิ่งเป็นเส้นตรงผิดกับพิมพ์เข่าตรง (ธรรมดา) และจะวิ่งชอนเข้าไปใต้รักแร้

พระอุระ มีกล้ามเนื้อนูน สีข้างดูคล่้ายมีเนื้อมาพอกไว้

พระหัตถ์ ปลายพระหัตถ์ขวาวางอยู่บนหัวเข่าขวาปรากฏนิ้วมือยื่นลงไปด้านล่างใต่้เข่า เป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์

พระบาท บริเวณปลายพระบาทซ้ายปรากฏเส้นแตกของแม่พิมพ์เห็นได้ชัด

ในอดีตมีผู้ท้วงติงและสงสัยกันว่า พระนางพญา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า น่าจะเป็นพระวัดโพธิญาณ หรือพระกรุโรงทอมากกว่าของวัดนางพญา เพราะมีส่วนคล้ายคลึงกับ พระนางพญากรุโรงทอ

แต่ปัจจุบันนี้ปัญหาดังกล่าวตก ไป และมีการคลี่คลายปัญหาด้านพุทธศิลป์และพิมพ์ทรง ยอมรับเป็นสากลแล้วว่า พระนางพญา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า เป็นพระของ กรุวัดนางพญาอย่างแน่นอน

พระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก พระนางพญาไม่ว่าพิมพ์ไหน ลักษณะของเนื้อจะเหมือนกันหมด ผิดกันแต่พิมพ์ทรงเท่านั้น ราคาพระเครื่องของพระนางพญาก็อยู่ที่หลักแสนจนถึงหลักล้านราคาพระเครื่องอยู่ที่ผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมทางด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดเป็นเลิศ สมกับเป็นหนึ่งใน 5 ของชุดเบญจภาคีนั้นเอง

ต่อมาได้มีการขุดพบพระนางพญาอีกหลายครั้ง และอีกหลายกรุ เช่นในปี พ.ศ. 2487 ก็มีการขุดพบพระนางพญาอีกที่วัดนางพญา และยังพบพระนางพญาที่วัดราชบูรณะอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบที่วัดอินทราราม กทม. วัดเลียบ(ราชบูรณะ) กทม. วังหน้าพบที่พระราชวังบวรมงคล ที่วัดสังกัจจายน์ ฝั่งธนฯ และในปี พ.ศ. 2532 ยังพบอีกครั้งที่วัดราชบูรณะ พิษณุโลกอีกด้วย บทความพระเครื่อง

พระนางพญาพิษณุโลกมีด้วยกันหลายพิมพ์ ดังที่กล่าวมาเช่น พระเครื่องนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดาหรือที่โบราณเรียกว่าพิมพ์อกแฟบ และพิมพ์อกนูนเล็ก

ในวันนี้ผมได้นำพระนางพญาพิมพ์อกนูนใหญ่ ซึ่งเป็นพระนางพญา กรุวัดนางพญาที่พบเห็นไม่ค่อยบ่อยนักมาให้ชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ

    http://www.suphaninsure.com/default.asp 

พระผงสุพรรณ
 
 

พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี

พระผงสุพรรณ เป็นพระองค์หนึ่งที่อยู่ในพระชุดเบญจภาคี อันได้แก่ :
1. พระสมเด็จฯ วัดระฆังโฆษิตาราม กรุงเทพฯ
2. พระนางพญา วัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
3. พระรอด วัดมหาวัน จังหวัดลำพูน
4. พระซุ้มกอ จังหวัดกำแพงเพชร
5. พระผงสุพรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี

ผู้จัดตั้งพระชุดเบญจภาคีนี้ก็คือ “ตรียัมปวาย” อันเป็นนามปากกาของ พ.อ.(พิเศษ) ประจน กิติประวัติ ผู้เขียนตำราและสารคดีพระเครื่องที่มีคุณค่าหลายเล่ม ท่านได้จัดพระชุดเบญจภาคีนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.2495 เดิมจัดแค่ 3 องค์ คือชุด “ไตรภาคี” ขึ้นก่อน (พระสมเด็จฯ พระนางพญา และพระรอด) ต่อมาในปีเดียวกันก็เพิ่มขึ้น เข้าชุดอีก 2 องค์ คือ พระผงสุพรรณ กับ พระซุ้มกอ รวมเป็นชุด “เบญจภาคี” ซึ่งนับว่าเป็นเวลานานร่วม 60 ปีแล้ว ความนิยมพระชุดนี้เป็นที่ยอมรับของวงการ พระทั่วไป ใครมีพระชุดนี้ถือว่ามีรสนิยมสูงและแน่นอน ต้องเป็นผู้มีฐานะ ขั้นเศรษฐีจึงสามารถมีไว้ครอบครองได้ ในบทความนี้จะขอเสนอรายละเอียดเรื่อง พระผงสุพรรณ หนึ่งในพระชุดเบญจภาคีที่ว่านี้
     

ประวัติการค้นพบ

พระผงสุพรรณเป็นพระสมัยอู่ทอง หรืออยุธยาตอนต้น บรรจุอยู่ในพระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี การค้นพบหรือการเปิดกรุเกิดขึ้น ในปีพุทธศักราช 2456 ในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จมื่นอมรดรุณารักษ์ ซึ่งเป็นเสือป่าตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนั้นได้บันทึกว่า “พระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) ได้นำพระเครื่องซึ่งเพิ่งพบในกรุที่พระมหาธาตุเมืองสุพรรณบุรี เมื่อจวนจะเสด็จคราวนี้เป็นพระพุทธรูปลีลาหล่อ พิมพ์ด้วยโลหะธาตุ อย่าง ๑ (หมายถึงเนื้อชิน) พระพุทธรูปมารวิไชย พิมพ์ด้วยดินเผาอย่าง ๑ (พระผงสุพรรณ) อย่างละหลายร้อยองค์ ได้ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกแก่เสือป่า ลูกเสือ ทหารและตำรวจภูธร บรรดาที่ได้เสด็จคราวนี้โดยทั่วกัน”
(จากหนังสือเสือป่าและลูกเสือในประวัติศาสตร์รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จมื่นอมรดรุณารักษ์ แจ่ม สุนทรเวช)
ข้อความข้างต้นให้รายละเอียดว่า พระนั้นมีทั้งเนื้อโลหะและเนื้อดิน จำนวน อย่างละหลายร้อยองค์ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวน ไม่มากนัก แต่คงจะมีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ ทูลเกล้าฯ ถวาย อาจจะนับเป็นพันๆ องค์ก็ได้ พระเนื้อโลหะคงเป็นพระลีลา พระมเหศวร พระนาคปรก พระซุ้มระฆัง ฯลฯ ส่วน “พระพุทธรูปมารวิไชยพิมพ์ด้วยดินเผา” ก็คือพระผงสุพรรณ หนึ่งในพระชุด เบญจภาคีนี้เอง
     

อายุการสร้าง

ศาสตราจารย์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ นักโบราณคดี ได้ให้ความเห็นว่า พระปรางค์ที่บรรจุพระผงสุพรรณนี้สร้างในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา โดยพิจารณา จากองค์พระปรางค์และจารึกลานทองอักษรขอมภาษามคธบรรจุไว้ที่ยอดนพพระศูล มีคำแปลว่า “พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธยา ทรงพระนามว่า จักรพรรดิ โปรดให้สร้างสถูปองค์นี้ขึ้นไว้ และทรงบรรจุพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้าไว้ภายใน แต่พระสถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมไปโดยกาลเวลา พระราชโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาเหนือพระราชาทั้งหลายในแผ่นดินทั้งหมด และเป็นพระราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี.....” สรุปได้ว่าพระปรางค์นี้สร้างโดยพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ แต่ชำรุดทรุดโทรมลง พระราชโอรสผู้เป็นกษัตริย์ประเสริฐอีกองค์หนึ่ง เป็นผู้บูรณะและทรงเขียนจารึก ลงแผ่นทองบรรจุไว้หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ท่านสันนิษฐานว่าพระมหากษัตริย์ทั้งสองคู่นี้น่าจะเป็น พระนครินทราธิราช ผู้สร้าง (ครองราช พ.ศ.1952 ถึง พ.ศ.1967) กับ เจ้าสามพระยา ผู้ซ่อม (ครองราชย์ พ.ศ.1967 ถึง พ.ศ.1991) หรือไม่ก็เป็น เจ้าสามพระยา ผู้สร้าง กับ พระบรมไตรโลกนาถ ผู้ซ่อม (ครองราชย์ พ.ศ.1991 ถึง พ.ศ.2031) โดยเหตุผลที่ว่าทั้งสองพระองค์คู่นี้เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ อีกทั้งกษัตริย์ 3 พระองค์นี้เป็นกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทอง/สุพรรณบุรี และองค์พระปรางค์นี้คล้ายกับพระปรางค์ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุจังหวัดพิษณุโลก
อนึ่ง สำหรับผู้นิยมในพระเครื่องแล้ว ยังมีจารึกแผ่นจานทองอีกแผ่นหนึ่ง ที่น่าสนใจ กล่าวกันว่าพบในพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนี้เช่นกัน ในจารึกนี้มีรายละเอียดเป็นคำแปลเกี่ยวกับพระพิมพ์ที่บรรจุว่า “ศุภมัสดุ 1265 (ตรงกับ พ.ศ.1886) สิทธิการิยะแสดงบอกให้รู้ มีฤาษีทั้ง 4 ตน พระฤาษีพิลาไลยเป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์...จึงพร้อมกับนำว่านทั้งหลาย ทำเป็นพระพิมพ์ไว้ สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ....พิมพ์ด้วยลายมือของ พระมหาเถรปิยะทัสสี ศรีสาริบุตรถือเป็นประธานฝ่ายสงฆ์....เสกด้วยมนต์ คาถาทั้งปวงครบ 3 เดือน แล้วเอาไปประดิษฐานไว้ในสถูปใหญ่....ผู้ใดได้พบเห็นให้รับเอาไว้สักการะบูชาเป็นของวิเศษ....ให้อาราธนาผูกไว้ที่คออาจคุ้มครอง ภยันตรายได้ทั้งปวง.... ฯลฯ” น่าสังเกตว่านักโบราณคดีไม่ให้ความสำคัญในจารึกข้างต้นนัก อีกทั้งคำจารึก “ศุภมัสดุ 1265” ก็มีการถกเถียงว่าน่าจะมีความคลาดเคลื่อนในตอนคัดลอก โดยเวลาผิดไปร่วม 100 ปี ผู้เขียน (ม.ร.ว.อภิเดช) มีความเชื่อถือในหลักฐาน และการวิเคราะห์ของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์มากกว่า ท่านผู้ใดสนใจในเรื่องนี้ คงจะต้องศึกษาหาข้อเท็จจริงกันต่อไป
     

พุทธศิลป

พระเครื่องที่พบในพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุเป็นพระศิลปสมัยอู่ทองกับ สมัยสุโขทัย มีทั้งเนื้อดินและเนื้อชิน การที่มีพระทั้งศิลปอู่ทอง (มเหศวร พระผงสุพรรณ) และสมัยสุโขทัย (พระลีลา กำแพงศอก) แสดงว่ากษัตริย์ในสมัยนั้น คือกษัตรยิ์ของกรุงสุโขทัยและกรุงอยุธยาตอนต้น มีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี คงมีการอภิเษกสมรสระหว่างพระราชโอรสกับพระราชธิดาของทั้งสองเมือง ได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ศิลปการช่าง จึงมีศิลปวัตถุทั้งสองแบบ บรรจุในพระปรางค์องค์เดียวกัน
พระผงสุพรรณแบ่งออกได้เป็น 3 พิมพ์คือ “พิมพ์หน้าแก่” “พิมพ์หน้ากลาง” และ “พิมพ์หน้าหนุ่ม” เป็นพระเนื้อดินละเอียด ผสมว่านแบบพระรอด หรือพระเมืองกำแพงเพชร ไม่ปรากฏก้อนแร่น้ำตาลเม็ดใหญ่ ๆ แบบพระคง
แม่พิมพ์ทั้ง 3 แบบ มีความคล้ายกันมาก สรุปพุทธลักษณะโดยรวมได้ดังนี้ :
ด้านหน้า เป็นทรงรูปสามเหลี่ยมตัดมุมด้านบน หรือตัดปลายสอบเข้าหากัน มีองค์พระประทับนั่งมารวิชัยบนฐานชั้นเดียวหรือที่เรียกว่า ฐานเขียง พระพักตร์แบบผลมะตูมหรือรูปไข่มีเกศ องค์ที่ติดชัดจะเห็นพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ (ตา จมูก ปาก) ชัด พระพักตร์แสดงความเครียดแบบพระพุทธรูปอู่ทอง โดยเฉพาะพิมพ์หน้าแก่
ส่วนพระพิมพ์หน้ากลางและหน้าหนุ่มจะมีความผ่อนคลายลงมา
พระอุระเป็นรูปคล้ายตัววีหรือศีรษะช้าง พระพาหาจากไหล่ทอดห้าเหลี่ยมเป็น 3 จังหวะ คือจากไหล่ถึงศอก จากศอกถึงข้อมือ และจากข้อมือถึงปลายนิ้ว พระพาหาด้านขวาขององค์พระพาดบนพระชานุ (เข่า) พระหัตถ์แบแยกเห็นปลายนิ้วหัวแม่มือ พระหัตถ์ข้างซ้ายวางพาดเหนือพระเพลา ส่วนล่างเป็นฐานชั้นเดียวไม่มีลวดลายอะไร
ด้านหลัง หลังเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย มีลายนิ้วมือเกิดจากการกดพิมพ์พระเมื่อเนื้อพระยังเปียกอยู่
เนื้อ ดินผสมว่าน มีสีแดง เหลือง เขียว และสีดำ มีแร่ดอกมะขามและรารัก
ข้าง มีรอยตัดเฉียงจากด้านหน้าไปด้านหลัง
ขนาด สูงประมาณ 2 ซ.ม. ฐานกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ความใหญ่เล็กของพระอาจขึ้นอยู่กับการติดปีกหรือขอบขององค์พระ ขนาดหนาบางไม่เท่ากัน
     

บทสรุป
พระผงสุพรรณเป็นพระยอดนิยม หนึ่งในชุดเบญจภาคี เป็นพระที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อเกือบ 600 ปีมาแล้ว จึงนับว่าเป็นโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง มีพุทธศิลปงดงามแบบพระพุทธรูปบูชาสมัยอู่ทอง
ในด้านพระพุทธคุณก็เป็นที่เลื่องลือกันมานาน โดยเฉพาะเรื่องที่โจษจันกันมากก็คือมีนักธุรกิจท่านหนึ่งเคยถูกดักยิงด้วยปืนลูกซองในระยะเผาขน ในขณะออกจากบ้านหรือกลับบ้าน แต่กระสุนมิถูกต้องผู้ถูกยิงแต่อย่างใด เนื่องจากท่านผู้นี้มีชื่อเสียงในวงการพระเครื่องในสมัยนั้น (หรือแม้ในสมัยนี้) จึงได้สอบถามว่าท่านมีพระอะไรติดตัวในวันนั้น ปรากฏว่าเป็นพระผงสุพรรณสีดำ หน้าแก่ เคยประกวดติดที่ 1 ในงานประกวดพระที่วัดโพธิ เมื่อสามสิบปีเศษมาแล้ว
เรื่องที่ประมวลมาโดยสังเขปนี้ เชื่อว่าพระผงสุพรรณคงเป็นพระยอดนิยมตลอดไป ปัจจุบันหาได้ยาก แต่หากท่านมีศรัทธาจริง และถ้ามีโอกาสจะได้ครอบครองแล้ว ไม่ควรปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป

เข้าชมรูปภาพพระผงสุพรรณ

 

พระรอด กรุวัดมหาวัน จ.ลำพูน

 

พระรอดกรุวัดมหากัน
เรียบเรียงโดย หม่อมราชวงศ์ อภิเดช อาภากร

“พระรอด มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันมานมนาน เป็นพระพิมพ์นั่งปางมารวิชัย หน้าเดียว นั่งในซุ้มองค์เล็ก ๆ.... พระพุทธลักษณะงามนัก พิจารณาในองค์ท่านจะเห็นเหตุ, มีผู้นิยมมาก ชื่อเสียงโด่งดัง.....


ร.อ.หลวงบรรณยุทธชำนาญ
(จากหนังสือ “พระพิมพ์เครื่องราง”)

ผู้เรียบเรียงเรื่องมีความเห็นพ้องทุกประการกับข้อความข้างต้นซึ่งเขียนโดย ร.อ.หลวงบรรณยุทธชำนาญ ปรมาจารย์ผู้เขียนตำราพระเครื่องคนแรก ๆ ในประเทศไทย คือเห็นว่าพระรอดนั้นมีขนาดกระทัดรัดและมีศิลปงดงามมาก เป็นพระที่นิยมกันมาแต่โบราณ และเป็นพระเครื่องในชุดพระชุดเบญจภาคี ที่มีอายุการสร้างเก่าแก่ที่สุด คือบางท่านว่าสร้างกว่าพันปีมาแล้วสมัยพระนางจามเทวี แต่นักโบราณคดีว่าเป็นพระสมัยลพบุรีราว 800 กว่าปีมาแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นพระที่มีอายุมากสุดอยู่ดี
     

การแตกกรุ

ตามประวัติพระรอดพบเฉพาะที่วัดมหาวัด จังหวัดลำพูน การแตกกรุนั้นมีหลายครั้ง พระรอดนั้นคงบรรจุอยู่ในพระเจดีย์โบราณ ต่อมาพระเจดีย์ได้โค่นล้มลง พระรอดจึงตกอยู่ในดินกระจัดกระจายทั่วไป ดังมีบันทึกว่า :
“ณ สถานที่วัดมหาวันตั้งอยู่ปัจจุบันนี้ ได้มีคนเล่าสืบต่อกันมาว่า สมัยโน้นก่อนที่จะมีคนสร้างวัดนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่งนั้น (ร้างมาแล้วครั้งหนึ่ง) โบราณวัตถุของเก่าได้เหลือปรากฏอยู่แต่พระเจดีย์ ซึ่งมีเถาวัลย์ปกคลุมอยู่ (หมายถึงเจดีย์ที่อยู่ข้างในก่อนการปฏิสังขรณ์ครั้งหลัง ๆ) อย่างเดียวเท่านั้น นอกนั้นไม่มีสิ่งใดปรากฏเหลืออยู่เลยบนพื้นดิน เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์ยอดด้วน คือยอดปรักหักพังลงไป ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่าหักพังลงไปแต่เมื่อใด ตามหลักฐานทางตำนานได้กล่าวไว้ว่า เจดีย์องค์นี้แหละเป็นสถานที่บรรจุพระรอดเพราะเหตุที่เจดีย์องค์นี้หักพังลง พระรอดจึงได้กระจัดกระจายไปในทิศต่าง ๆ ตามบริเวณรอบ ๆ ที่ใกล้เคียง สันนิษฐานกันว่า ยอดพระเจดีย์คงจะหักพักลงไปทางทิศตะวันตก เพราะได้มีผู้ขุดยอดพระเจดีย์ซึ่งเป็นศิลาแลงทางทิศนั้น อนึ่งปรากฏว่ามีผู้ค้นพบพระรอดได้เป็นจำนวนมากมายทางทิศนั้นอีกด้วย ซึ่งมีมากกว่าทางทิศอื่น ๆ จนกระทั่งสถานที่ขุดได้กลายเป็นบ่อน้ำพุ”

(จากหนังสือ “พระรอด พระเครื่องสกุลลำพูน โดยตรียัมปวาย หน้า 79-80)

พระรอดมีการค้นพบหรือขึ้นมาจากกรุหลายครั้ง โดยเรียงลำดับได้ดังนี้
- ครั้งแรก พ.ศ.2435-2445 สมัยเจ้าหลวงเหมพินธุไพจิตร ซึ่งได้ปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ทำให้ได้พบพระรอดจำนวนมากมายภายใต้ทรากเจดีย์เก่า
- ประมาณ พ.ศ.2451 สมัยเจ้าหลวงอินทิยงยศ ซึ่งท่านได้พิจารณาเห็นว่ามีต้นโพธิ์ขึ้นแทรกบริเวณฐานพระเจดีย์มหาวัน และมีรากชอนลึกทำให้พระเจดีย์มีรอยร้าวหลายแห่ง จึงให้ช่างรื้อฐานและปฏิสังขรณ์ใหม่ ทำให้พบพระรอดจำนวน 1 กระเช้าบาตร (ตะกร้าบรรจุกับข้าวตักบาตร) จึงนำแจกจ่ายบรรดาญาติวงศ์เจ้าลำพูน เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (บุตร) เมื่อสมัยนั้นยังหนุ่ม ก็ได้พระรอดไปเป็นจำนวนมาก
- พ.ศ.2497 ปฏิสังขรณ์วิหารเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 97 พบพระรอดไม่กี่องค์ แต่พบพระคง พระบาง พระสาม พระสิบสอง และพระรอดหลวงด้วย
- พ.ศ.2498 ปฏิสังขรณ์กุฏิเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในการขุดเพื่อลงรากฐานก่อสร้าง พบพระรอดประมาณ 200 องค์เศษ แทบทุกองค์เป็นพระที่งามและเนื้อจัด มีหลายพิมพ์ทรง

ต่อจากนั้นหลัง พ.ศ.2500 ก็ยังมีการขุดหาพระรอบบริเวณวัดอยู่อีกเป็นเวลานาน เมื่อผู้เขียนไปวัดมหาวันเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว (ประมาณ พ.ศ.2520) ก็ยังเห็นมีผู้ขุดพระกันอยู่ แต่คงไม่ค่อยพบพระแล้ว พระที่พบอาจเป็นพระที่สร้างรุ่นหลังก็ได้
คนรุ่นเก่าเล่าว่าบริเวณที่พบพระรอดมักจะมีอิฐโบราณสลับซับซ้อนอยู่รายรอบ พระรอดจะฝังอยู่ในดินหรดาดเป็นจำนวนมาก ถ้าเป็นดินธรรมดาจะพบเพียง 2-3 องค์เป็นอย่างมาก
อนึ่ง นอกจากพบพระรอดแล้วยังขุดพบพระเครื่องสกุลลำพูนอื่น ๆ เช่น พระคง พระบาง พระสาม ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้เศียรพระพุทธรูปปูนปั้นแบบทวารวดี เศียรเทวรูป รูปฤาษี รูปเทพธิดา ฯลฯ ซึ่งส่วนมากจะชำรุด
     

พุทธลักษณะ

พระรอดเป็นพระในสกุลของช่างหริภุญชัยในแบบลพบุรี (บางท่านว่าเป็นศิลปทวารวดีหรือพุกาม) คำว่า “พระรอด” มีที่มาหลายทางคือ อาจจะมาจากความหมายของพระพุทธคุณที่โดดเด่นของพระรอดคือ “แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง” หรือบางท่านบอกว่าคำว่า “รอด” เป็นภาษาเหนือซึ่งแปลว่า “เล็ก” เพราะว่าพระรอดมีขนาดเล็กกว่าพระพิมพ์อื่น ๆ ในพระสกุลลำพูนด้วยกัน แต่บางท่านก็ว่ามาจากชื่อพระฤาษีนารอด ผู้สร้างพระรอด ไม่ทราบว่ามาจากเหตุใดแน่
วัดมหาวันเป็นวัดที่พระนางจามเทวี โปรดให้สร้างใน พ.ศ.1223 ส่วนพระเจดีย์ที่บรรจุพระรอดนั้นจะสร้างสมัยนั้นหรือไม่ ไม่ทราบแน่ชัด แต่คงมีการบูรณะหลายครั้ง พระนางจามเทวีองค์นี้เป็นพระราชธิดาของกษัตริย์แห่งกรุงละโว้ ได้มาครองเมืองลำพูนหรือเรียกกันว่า “นครหริภุญชัย” ในสมัยนั้น พระองค์ทรงสร้างพระอารามสำคัญไว้ 4 มุมเมือง คือ 1. วัดมหาวัน 2. วัดพระคง 3. วัดดอนแก้ว 4. วัดประตูลี้ น่าสังเกตว่าทั้ง 4 วัดนี้มีการขุดพระสกุลลำพูน เช่น พระคง พระบาง พระเปิม ฯลฯ ทุกวัด แต่พระรอดกล่าวกันว่าพบที่วัดมหาวันเพียงแห่งเดียว
หากพระรอดสร้างในสมัยพระนางจามเทวีตามตำนานในราว พ.ศ.1223 แล้ว พระรอดก็มีอายุ 1 พันกว่าปี แต่หากดูตามศิลปแล้วจะเป็นศิลปลพบุรียุคต้น (พ.ศ.1600-1700) มีอายุราว ๆ 800 กว่าปี น่าจะเป็นประการหลังตามที่นักโบราณคดีให้ความเห็นมากกว่า
พระรอดมีทั้งหมด 5 พิมพ์คือ 1. พิมพ์ใหญ่ 2. พิมพ์กลาง 3. พิมพ์เล็ก 4. พิมพ์ต้อ 5. พิมพ์ตื้น พุทธลักษณะโดยรวมคล้าย ๆ กันคือ :
ด้านหน้า เป็นพระพุทธปฏิมาปางมารวิชัย ห่มดองไม่ทรงเครื่อง ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรเหนืออาสนะฐานเขียง 4 ชั้น ด้านหลังองค์พระเป็นโพธิบัลลังก์ ประกอบด้วยลวดลายของใบและกิ่งก้านของพระศรีมหาโพธิ์โดยรอบ
พระเศียร จิ่มและเรียวแหลม พระพักตร์ ทรงรูปไข่หรือผลมะตูม พระขนง หรือคิ้วนูนสูงกว่าหน้าผาก พระเนตร เป็นพระเนตรหรือตาเนื้อ พระนาสิก (จมูก) มนโต พระโอษฐ์ เห็นชัดพองาม พระกรรณ เป็นเส้นเรียวเล็ก
ด้านหลัง ส่วนใหญ่โค้งหรือแอ่นเล็กน้อย
สี มีสีเหลือง เขียว ขาว สีเทาอมดำ และแดง มีความสีอ่อนแก่แตกต่างกันจากความร้อนที่ได้รับในตอนเผา
ขนาด ฐานกว้างประมาณ 1.4 ซ.ม. สูงประมาณ 2.4 ซ.ม.
เนื้อ เป็นเนื้อดินเผาค่อนข้างละเอียด
การดูพระรอดแท้หรือเทียมนั้น หัวใจสำคัญท่านว่าต้องจำพิมพ์ทรงให้แม่น ทั้งองค์พระและตำแหน่งใบโพธิ์ รองลงมาจึงพิจารณาคราบกรุและราดำ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ฝังจมดินเป็นเวลาหลายร้อยปี เนื้อในจะแกร่งเหมือนหินสีเขียวในด้านเนื้อ แม้พระรอดเนื้อจะละเอียดกว่าพระสกุลอื่น แต่ก็มีส่วนหยาบเหมือนกัน ท่านว่าการศึกษาเนื้อพระรอดจากเนื้อพระคงนั้นไม่ถูกต้องนัก เพราะเนื้อพระรอดละเอียดกว่าเนื้อพระคง ควรจะศึกษาจากชิ้นส่วนที่หักของพระรอดโดยตรงจะดีกว่า
     

บทส่งท้าย

พระรอดเป็นหนึ่งในพระที่บรรจุอยู่ในชุด “เบญจภาคี” โดยเข้าคู่กับพระนางพญาพิมพ์สังฆาติเพระมีส่วนสูงเท่า ๆ กัน ท่านผู้จัด (ตรียัมปวาย) เรียกพระนางพญาว่า “ราชินีแห่งพระเครื่องฯ” ส่วนพระรอดว่าเป็น “เทวีแห่งพระเครื่องฯ” ถือว่ามีพระพุทธคุณแคล้วคลาดจากภัยอันตราย หรือเป็นนิรันตรายตามชื่อที่เรียกกัน
ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าพระรอดเป็นพระที่หายากที่สุด เพราะเท่าที่เข้าสนามพระมาร่วม 30 ปี ไม่ค่อยได้ยินว่ามีพระรอดหลงเข้ามาในสนามเลย พระสมเด็จฯ พระนางพญา มีคนเอาเข้ามาให้เช่าบ่อย ๆ (ในสมัยก่อน) พระกำแพงเพชร และพระผงสุพรรณก็มี แต่มีน้อยกว่า (ยกเว้นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่)
ส่วนพระรอดไม่ค่อยปรากฏว่ามีชาวบ้านนำมาให้เช่าเลย คงเนื่องจากพระรอดมีจำนวนน้อย แตกกรุมานานมาก ผู้ที่มีอยู่ล้วนเป็นคหบดี พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับพระยา จึงจะมีครอบครอง มาถึงบัดนี้ ได้มีการเปลี่ยนมือ กระจัดกระจายไปนานแล้ว
พี่ชายของผู้เขียนได้รับพระรอดจากแม่ของภรรยามาองค์หนึ่งได้ใช้บูชาติดตัวมาตลอด ไม่เปลี่ยนไปใช้พระอื่นเลย ส่วนตัวท่านเองก็แขวนพระรอดติดตัวมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งชราและถึงแก่กรรมจึงสั่งมอบให้เป็นมรดกแก่หลานต่อไป ดังนั้นคำที่ว่าพระรอดเป็น “พระนิรันตราย” นั้น คงจะไม่เกินความจริง เพราะผู้เคยบูชาต่างมีความมั่นใจในพระพุทธคุณของพระรอดจึงได้บูชาติดตัวจนตลอดชีวิต
     

หนังสือที่ใช้ประกอบในการเขียน
1. พระรอด...พระเครื่องสกุลลำพูน โดย ตรียัมปวาย
2. ภาพพระเครื่อง 2 ประชุมกาญจนวัฒน์
3. อาณาจักรพระเครื่อง เล่ม 9 หน้า 64 พระรอดมหาวัน พิมพ์เล็ก โดย คุณเล็กท่าพระอาทิตย์

เข้าชมรูปภาพพระรอดกรุวัดมหากัน

   http://www.suphaninsure.com/default.asp





ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซด์ บริษัท AIM Bangkok จำกัด

 
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.suphaninsure.com